เจาะลึกสไตล์ ‘สายบูลลี่’! Nico Rosberg กับวิถีการขับแบบหักดิบที่ทำให้ Hamilton ต้องกุมขมับ

เจาะลึกสไตล์ 'สายบูลลี่'! Nico Rosberg กับวิถีการขับแบบหักดิบที่ทำให้ Hamilton ต้องกุมขมับ

ถ้าพูดถึงคู่ปรับที่ดุเดือดที่สุดในประวัติศาสตร์ของ เมอร์เซเดส คงหนีไม่พ้นมหากาพย์ระหว่าง ลูอิส แฮมิลตัน และ นิโก รอสเบิร์ก แต่เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมคนที่หลายคนมองว่า ‘เป็นรอง’ ในเรื่องพรสวรรค์อย่างรอสเบิร์ก ถึงสามารถคว้าแชมป์โลกปี 2016 มาครองได้? วันนี้แอดจะพาไปชำแหละสไตล์การขับสุดโหดที่ถูกนิยามว่าเป็นการ ‘บูลลี่’ รถแข่งให้ยอมสยบ!

เริ่มต้นจากเด็กนรกแห่งวิลเลียมส์

ย้อนกลับไปปี 2006 นิโกเปิดตัวครั้งแรกกับทีม วิลเลียมส์ ที่สนาม บาห์เรน บอกเลยว่าเปิดตัวได้แบบตึงเปรี๊ยะ! เจ้าตัวคว้าอันดับ 7 พร้อมทำ Fastest Lap ได้ด้วย ซึ่งตอนนั้นเขาสร้างสถิติเป็นนักแข่งที่เด็กที่สุดที่ทำได้ แต่เกือบจะไปไม่สวยเพราะดันไปฟัดกับ Nick Heidfeld จากทีม เซาเบอร์ จนปีกหน้าพัง ต้องเข้าพิทก่อนเวลา Mark Hughes นักวิเคราะห์ชื่อดังบอกเลยว่า ถ้าวันนั้นไม่ต้องเข้าพิทเพราะอุบัติเหตุ นิโกอาจจะสู้เพื่อชัยชนะได้เลยด้วยซ้ำ

‘บูลลี่’ รถให้เป็นไปตามใจสั่ง vs สายพริ้วแบบแฮมิลตัน

ความน่าสนใจมันอยู่ตรงนี้ครับ! ในพอดแคสต์ ‘Driving Style Secrets’ ของ The Race ได้วิเคราะห์ความต่างของสองเทพไว้ได้เห็นภาพมาก โดยรอสเบิร์กมีสไตล์การขับแบบ “Hustle” หรือการบังคับรถแบบหักดิบ คือเขาจะสั่งให้รถไปในจุดที่เขาต้องการแบบเป๊ะๆ เหมือนเป็นการ ‘บูลลี่’ รถให้ยอมสยบต่อคำสั่ง

ลองจินตนาการตามแอดนะ นิโกจะคิดในใจว่า “ผมต้องการให้รถอยู่ตรงนี้ เส้นทางนี้ต้องเป็นแบบนี้ ผมจะหักเลี้ยวตรงนี้แหละ เพราะผมต้องการให้มันเป็นแบบนั้น!” ซึ่งต่างจาก ลูอิส แฮมิลตัน ที่เน้นความพริ้วไหว ปรับตัวตามธรรมชาติของรถ และใช้การด้นสด (Improvisation) ในการทำเวลา

สายเนิร์ดตัวจริง: เซ็ตอัพคืออาวุธลับ

นอกจากใจถึงแล้ว นิโกยังเป็น ‘สายข้อมูล’ ตัวพ่อ เขาทำงานหนักมาก โดยเฉพาะช่วงที่ได้เป็นเพื่อนร่วมทีมกับตำนานอย่าง ไมเคิล ชูมัคเกอร์ ที่ เมอร์เซเดส ตั้งแต่ปี 2010 แม้ความเร็วดิบๆ ของนิโกจะทิ้งห่างชูมัคเกอร์ แต่เขาก็เก็บเกี่ยวเทคนิคการวิเคราะห์สมรรถนะรถจากไมเคิลมาจนหมดเปลือก

ความแสบคือ นิโกมักจะหา Setup รถที่ลงตัวได้ดีกว่าแฮมิลตัน จนบางครั้งในวันศุกร์ แฮมิลตันถึงกับต้องขอใช้ Setup ของนิโกเลยทีเดียว โดยนิโกชอบรถที่ท้ายปัดนิดๆ (Rear instability) และมีกลยุทธ์การปรับ Brake Bias ที่เฉพาะตัวสุดๆ

ปี 2016: เมื่อ Marginal Gains ทำงาน

มาถึงจุดพีคปี 2016 แม้สถิติการแข่งแบบ Head-to-Head จะบอกว่าแฮมิลตันชนะไป 10 ต่อ 3 แต่รอสเบิร์กกลับคว้าแชมป์โลกไปได้! เพราะอะไร? เพราะนิโกใช้หลักการ ‘Marginal Gains’ หรือการเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ให้ได้เปรียบที่สุด

เชื่อไหมว่า นิโกถึงขั้นยอมลดน้ำหนักตัวในช่วงพักซัมเมอร์เพื่อให้รถเบาลงนิดเดียว เพื่อความได้เปรียบเพียงเสี้ยววินาที ซึ่งเจ้าตัวยันเลยว่าที่คว้า Pole Position ที่สนาม ซูซูกะ ได้ด้วยเวลาที่นำอยู่เพียง 0.003 วินาที ก็เพราะน้ำหนักตัวที่ลดลงนี่แหละ!

ชัยชนะบนความเครียด และการลาออกที่ช็อกโลก

ในช่วงท้ายฤดูกาล 2016 นิโกเปลี่ยนโหมดเป็น ‘นักบริหารความเสี่ยง’ เขาไม่ยอมเสี่ยงชนหรือปะทะแบบบ้าคลั่ง เช่นตอนที่เจอกับ แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน ที่สนาม บราซิล นิโกเลือกที่จะถอยออกมาแล้วคิดว่า “ว้าว ผมไม่ขอเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้ดีกว่า” เพื่อรักษาแต้มแชมป์

และหลังจากฉลองแชมป์โลกได้ปุ๊บ เขาก็ประกาศรีไทร์ทันทีแบบที่คนทั้งโลกงงกันทั้งบาง ซึ่งแอดมองว่าคงเป็นเพราะความเครียดระดับ Max ในปี 2016 มันหนักหนาเกินไป และนิโกรู้ตัวว่าเขาคงไม่สามารถรีดเค้นพลังระดับนี้ออกมาได้อีกเป็นครั้งที่สอง


ที่มา: the-race.com