
เตรียมตัวรับแรง G ให้ดี เพราะปี 2026 นี้ F1 จะย้ายบ้านใหม่ใน สเปน ไปปักหลักที่มาดริด กับสนามที่ชื่อว่า ‘Madring’ ซึ่งบอกเลยว่าไม่ใช่แค่สนาม Street Circuit ไก่กาที่เอาถนนมาล้อมรั้ว แต่นี่คือ ‘Hybrid Layout’ ที่ผสมผสานความดิบของถนนในเมืองเข้ากับความเนี๊ยบของสนามแข่งมาตรฐานที่สร้างขึ้นมาใหม่ บอกเลยว่าจัดเต็มจนต้องร้องขอชีวิต!
สองโลกในหนึ่งสนาม: จากความวุ่นวายสู่ความพริ้ว
ความเจ๋งของ Madring คือการแบ่งสนามออกเป็นสองฝั่ง (Track of Two Halves) โดยมีทางหลวง M-11 ตัดกลาง ซึ่งเขาแก้ปัญหาด้วยการขุดอุโมงค์สองเส้น (แบบสาธารณะและแบบส่วนตัว) เพื่อเชื่อมฝั่งเหนือและใต้เข้าด้วยกัน
- โซนใต้: จะเป็นฟีล Street Circuit ขนานแท้ รอบๆ ศูนย์นิทรรศการ IFEMA ที่มีความแคบและท้าทาย
- โซนเหนือ: จะเป็นแบบ Open and Flowing คือมีความกว้าง พริ้วไหว ขับสนุก ซึ่งจุดนี้แหละที่ทำให้มันไม่รู้สึก ‘แบนราบ’ เหมือนสนามสตรีททั่วไป เพราะมีระดับความสูงต่ำของพื้นที่เดิมมาช่วยเพิ่มความเร้าใจ
‘La Monumental’ โค้งนรก 10 เมตรที่ทุกคนต้องพูดถึง!
ไฮไลท์เด็ดที่ทำเอาโลกโซเชียลระเบิดคือ โค้ง 12 หรือที่เรียกกันว่า ‘La Monumental’ มันคือโค้ง Banking (โค้งเอียง) ที่สูงถึง 10 เมตร พร้อมความชัน 24% (ประมาณ 13.5 องศา) ซึ่งจะกดให้นักแข่งต้องรับแรงเหวี่ยงมหาศาลกว่า 4G!
ทางผู้จัดเขารู้ว่ากฎปี 2026 เรื่องระบบ Energy Recovery มันโหด เลยแอบดีไซน์ช่วงก่อนเข้าโค้งนี้ให้มีทั้งช่วงแคบและ Chicane ความเร็วกลาง เพื่อให้มั่นใจว่าแบตเตอรี่ของรถจะมีไฟพอที่จะส่งพลังทะยานเข้าสู่โค้ง Banking ยักษ์นี้ได้อย่างเต็มสูบ
เสียงจากคนใน: คาร์ลอส ซายน์ซ ว่าไง?
ทางด้าน คาร์ลอส ซายน์ซ นักขับชาวสเปนที่คุ้นเคยกับบ้านเกิดตัวเองที่สุด ให้ความเห็นว่า: “มันดูน่าประทับใจมากครับ เพราะเราจะเข้าโค้งนั้นด้วยความเร็วสูงมาก ประมาณ 180-200 กม./ชม. ความรู้สึกของผมคือโค้งนี้จะสามารถเหยียบมิดได้ตลอดทาง และมันจะสร้างโอกาสในการแซงที่โค้งซ้ายถัดไป การเอียงของถนนจะช่วยให้คุณเลือกไลน์ได้ว่าจะอยู่สูงหรือต่ำเพื่อให้ได้อากาศที่สะอาดในการตามรถคันหน้า แต่ถ้าเหยียบมิดได้ตลอด มันจะเป็นโค้งที่ต้องเกาะ Slipstream กันแน่นๆ ไม่ใช่แค่ La Monumental นะครับ แต่ Sector 2 ทั้งหมดดูพริ้วและเร็วมาก ซึ่งผมว่ามันยอดเยี่ยมมากสำหรับสนามสตรีท”
บทเรียนจาก ลาสเวกัส: ไม่มีคำว่า ‘ฝาท่อบิน’
จำดราม่าฝาท่อบินที่ ลาสเวกัส ปี 2023 ได้ไหม? แอดบอกเลยว่างานนี้เขาไม่พลาดแน่นอน! ผู้จัดประกาศกร้าวว่า ‘กำจัดฝาท่อทุกจุดออกไปจากพื้นผิวสนาม’ ด้วยการรื้อระบบสาธารณูปโภค ทั้งสายไฟ ประปา ก๊าซ และโทรคมนาคม ให้หลบไปทางอื่นหมด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ชวนกุมขมับแบบเดิมอีก
สิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม (แต่ทีมแข่งยังดื้อ!)
พิตเลนและโรงเก็บรถ (Garages) ที่นี่กว้างขวาง มีแอร์เย็นฉ่ำ และเชื่อมต่อกับฮอลล์นิทรรศการให้ทีมงานจอดรถบรรทุกวิศวกรได้แบบชิลๆ แถมยังเผื่อที่ว่างไว้สำหรับทีมที่ 12 ในอนาคตด้วย แต่มีเรื่องตลกคือ ผู้จัดเสนอให้ใช้สิ่งอำนวยความสะดวก Hospitality แบบถาวร แต่บรรดาทีม F1 ดันปฏิเสธ! เพราะขอเอา Motorhome ส่วนตัวมาตั้งเองเหมือนเดิม (ซึ่งแปลว่าต้องเดินเท้าจากโรงเก็บรถมานิดหน่อยนะจ๊ะ)
ก้าวต่อไปสู่ปี 2035
สัญญาของ Spanish Grand Prix จะยาวไปจนถึงปี 2035 และแผนในอนาคตคือการทำให้สนามล้ำขึ้นไปอีก เช่น การให้รถวิ่งทะลุเข้าไปในฮอลล์นิทรรศการ IFEMA (แบบ Formula E ในลอนดอน) หรือการปูพื้นถนนด้วยสีแดง (สีประจำชาติสเปน) ในรอบการปูยางครั้งถัดไป แต่สำหรับปี 2026 ที่จะเปิดตัวในวันที่ 11 กันยายนนี้ จะยังใช้ยางมะตอยสีดำมาตรฐานไปก่อน
ส่วนแฟนๆ สบายใจได้ การเดินทางสะดวกมาก อยู่ใกล้สนามบิน มีทั้งรถไฟใต้ดิน Madrid Metro (เข้าเมือง 10 นาที) และรถไฟชานเมือง แต่ระวังนะ! โซนแฟนคลับจะอยู่ที่ฝั่งเหนือ ถ้าจะข้ามไปฝั่งใต้ต้องนั่งรถ Shuttle เท่านั้น เดินข้ามไม่ได้!
ที่มา: the-race.com