
เตรียมตัวรับแรง G ให้ดีเพื่อนๆ! เพราะ Formula 1 กำลังจะมีสนามใหม่ที่เรียกได้ว่า ‘บ้าดีเดือด’ ที่สุดเท่าที่เคยมีมา กับสนาม Madring ในกรุงมาดริด ประเทศสเปน ที่จะเปิดฉากเรซแรกในเดือนกันยายน 2026 นี้ บอกเลยว่างานนี้ไม่ได้มาเล่นๆ เพราะเขาสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘La Monumental’ โค้งที่พร้อมจะรีดทุกหยดของสมรรถนะรถและกำลังใจของนักขับ!
‘La Monumental’ คืออะไร? ทำไมถึงต้องตื่นเต้น?
ถ้าคุณคิดว่าโค้งแบงก์กิ้ง (Banked Corner) ที่ ซานด์ฟอร์ต ว่าสุดแล้ว ลองมาเจอ La Monumental หน่อยเป็นไง! โค้งนี้ยาวถึง 550 เมตร สูง 10 เมตร และที่พีคที่สุดคือความชันถึง 24% (หรือประมาณ 13.5 องศา) ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดที่ FIA อนุญาตให้ทำได้ในวงการ F1 พอดีเป๊ะ!
ลองจินตนาการดูนะ รถ F1 พุ่งเข้าหาโค้งด้วยความเร็วสูงถึง 300 กม./ชม. และในช่วงกลางโค้งที่ความเร็วประมาณ 250 กม./ชม. นักขับจะต้องทนกับแรงอัด (Compression) ระดับ 4G ต่อเนื่องนานถึง 2 วินาที! แถมจุดออกของโค้งยังเป็นแบบ ‘Blind Exit’ คือมองไม่เห็นทางออกเพราะโดนความชันและจุดยุบของถนนบังตาไว้ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังขับรถลงเหวทั้งที่ยังเอียงตัวอยู่เลยล่ะ
“พวกเขาออกแบบโค้งที่ยูนิคที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาในชีวิตเลยครับ มันเป็นโค้งแบงก์กิ้งเกือบ 180 องศาที่จบลงด้วยจุดเปลี่ยนแรงอัดที่คุณจะมองไม่เห็นอะไรเลย จากนั้นคุณก็ดิ่งลงในขณะที่รถยังเอียงอยู่ บอกเลยว่าดีไซน์นี้กล้าบ้าบิ่นมาก” – คาร์ลอส ซายน์ซ ให้สัมภาษณ์ถึงความโหดของสนามบ้านเกิด
ความปลอดภัยที่ต้องปรับแก้ และจุดแซงมหาโหด
ตอนแรกทีมออกแบบกะจะให้รถพุ่งดิ่งลงเนินจากกลุ่มโค้ง 8/9 เข้าสู่ La Monumental โดยตรง ซึ่งแน่นอนว่า FIA ส่ายหน้าทันที! เพราะมันอันตรายเกินไป ทั้งเรื่องความเร็วขาเข้าที่สูงลิบและแรง G ที่จะกดทับนักขับและยางจนอาจจะระเบิดได้
ทางแก้คือการเพิ่ม ‘ชิเคน’ (Chicane) ขวา-ซ้าย ที่โค้ง 10/11 เข้ามาเพื่อชะลอความเร็ว ซึ่งจุดนี้แหละคือทีเด็ด! เพราะช่วงลงเนินระหว่างโค้ง 9 ถึง 11 จะเป็นจุดที่รถสามารถฟื้นฟูพลังงานไฟฟ้า (Energy Recovery) ได้อย่างมหาศาล ทำให้ช่วงทางเข้า La Monumental กลายเป็นจุดแซงที่ดุเดือดที่สุดของสนามแน่นอน
ไม่ใช่แค่ Street Circuit ทั่วไป แต่คือ ‘Circuit in the City’
อย่าเผลอไปเรียก Madring ว่าสนามสตรีทแบบ สิงคโปร์ หรือลาสเวกัสเชียวนะ เพราะผู้จัดย้ำชัดๆ ว่านี่คือ ‘สนามแข่งในเมือง’ (Circuit in the City) ซึ่งหมายความว่ามันมีครบทั้งโค้งความเร็วสูง, โค้งที่มีการเปลี่ยนระดับความสูงอย่างรุนแรง และยังมีอุโมงค์ให้ได้ตื่นเต้นกันอีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีจุดที่เรียกว่า ‘The Bunker’ ซึ่งเป็นช่วงทางเข้าแบบมองไม่เห็น (Blind Approach) และปิดท้ายความระทึกด้วยโค้งฉาก 90 องศาทางซ้ายที่โค้ง 13 ทันทีหลังจากหลุดออกมาจากความชันของ La Monumental
แอดบอกเลยว่าสนามนี้จะกลายเป็นบททดสอบจิตวิทยาและร่างกายของนักแข่งแบบขั้นสุด ใครจะอยู่ ใครจะร่วง เดี๋ยวกันยายน 2026 ได้รู้กัน!
ที่มา: the-race.com